เสี้ยวชีวิตหนึ่ง…ของ…”ต่าย อรทัย”…อิอิ

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน และ ต้องผจญกับความลำบากยากเข็ญ ทำงาน หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง, น้องชาย และ ยายผู้เป็นที่รัก แต่นั่นไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกท้อกับชีวิต และ หมดกำลังใจ ไปกับมัน

ถึงทุกวันนี้ผลสะท้อนของความมุ่งมั่น มานะเพียรพยายาม และ ความกตัญญ ของเธอจึงทำให้ ดอกหญ้า ดอกนี้เบ่งบาน อย่างสง่างาม และอยู่ในใจของทุกคน…

"ต่าย อรทัย" เด็กผู้หญิง ซึ่งถือความกตัญญู เป็นที่หนึ่ง ชื่อจริงคือ อรทัย ดาบคำ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ต่ายเป็น พี่คนโต มีน้องชายอีก 3 คน บ้านเกิดคือ บ้านคุ้มแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี

ต่ายเกิดท่ามกลางครอบครัวที่มีปัญหา ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อแม่ แยกทางกันเดิน ทำให้ชีวิตของต่าย และ น้องๆต้องอาศัยอยู่กับยาย ซึ่งยาย ก็อายุประมาณ 70 ปีแล้ว แต่ต้องลำบาก เลี้ยงดูต่ายและน้อง

ขณะนั้นต่ายอายุเพียง 11 ขวบ แต่ต้อง ช่วยยายดูแลน้องๆ และ ทุกอย่างในบ้าน ทั้งหาบน้ำที่อยู่ในบ่อ กลางทุ่งนา ต้อง อดทนกับระยะทางที่แสนไกล ต้องอดทน ต่อสู้กับแสงแดดที่แผดเผาเพื่อที่จะนำน้ำ มาใช้ที่บ้าน ขนฟางข้าวตามทุ่งนาเพื่อมา ให้วัวกิน รวมไปถึงเสื้อผ้าของน้องชาย กับยาย ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ความรับผิดชอบในหน้าที่ตอนนั้น ต่าย ก็ทำด้วยความเต็มใจและทำดีที่สุด

 

ในช่วงนั้น ต่าย เองก็ยังมองไม่เห็นว่า ตนเองจะมีแววด้านการร้องเพลง ระยะนั้นเป็นช่วงที่ “ฮันนี่ ศรีอีสาน” กำลังโด่งดังมาก ต่ายมีความรู้สึกว่า ชอบ นักร้องคนนี้มาก จึงได้พยายาม ฝึกร้องเพลงตามอย่าง ตอนนั้น มีวิทยุเทปเครื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่มีม้วนเทป ที่จะฟัง จึงพยายามหายืมเพื่อนบ้านมาเปิดฟัง จนสามารถร้องเพลงของ ฮันนี่ ศรีอีสาน ได้ทุกเพลง

 

 
จนกระทั่งวันหนึ่ง…ถึงวันที่ ต่าย ได้มีโอกาส ร้องเพลงบนเวที และ ร้องให้คนอื่นฟัง เป็นครั้งแรกเมื่ออยู่ ป.6 ซึ่งวันนั้นเป็น วันเด็กแห่งชาติ ประมาณปี 2536 ต่ายมีโอกาสได้ร่วมแสดงละครร่วมกับเพื่อนๆ ในวันเด็กและจบลงด้วยการร้องเพลง

"วันนั้นเป็นวันที่ ต่าย รู้สึกดีใจมากที่สุด.. เพราะบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ ต่างพากันปรบมือ ตีกลอง ตีฉิ่ง ให้จังหวะตามไปด้วยบางคนก็ นำเงินมาให้ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ทำให้วันนั้นต่ายรู้สึกมำกำลังใจ และ อยากที่จะร้องเพลงต่อไป"

เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ ต่าย กำลังสับสนในชีวิต จะเรียนต่อไปดีหรือไม่ดี เพราะขัดสน ทางด้านการเงินมาก จนในที่สุด ต่าย ก็ได้ปรึกษากับแม่และได้คำตอบว่าให้ เรียนสูงๆ แม่จะพยายามมาหาบ่อยๆ และส่งเงินมาให้เรียน ในที่สุดจึงตัดสินใจว่า ต้องเรียนเพื่ออนาคตที่ดี

ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่นั้น ต่าย ก็พยายาม ช่วยงาน พยายามดูแลยายกับน้องๆ ตลอด ช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 1 เรื่องของ การร้องเพลงต่ายไม่ได้ใส่ใจมากมายนัก ฝึกร้องเพลงไปเรื่อยๆ และ ระหว่าง กำลังศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 2 นั่นเอง วันหนึ่ง ต่ายได้ออกไปขนฟางข้าวที่นา เพื่อจะนำมาให้วัวกิน พอกลับบ้านก็พบว่าคนมาหานักร้องเพื่อ ที่จะไปร้องในวงหมอลำ ชื่อ "นิวฟ้าอีสาน"

ต่ายได้รับปากว่า ในช่วงปิดเทอมจะไป ร้องเพลงที่วง เพื่อหารายได้พิเศษ ช่วยเหลือทางบ้าน แม้จะได้รายได้ไม่มากนัก เพียง 400–500 บาท แต่มันก็เป็น ความภาคภูมิใจมากที่สุดสำหรับ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

หลังจากที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 วง "นิวฟ้าอีสาน" ยุบวงลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ในช่วงนั้น ทุกวัน หลังจากกลับจากโรงเรียน ต่าย ต้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ระหว่างการ หาบน้ำจากทุ่งนา ขนฟางข้าว ซักผ้า นึ่งข้าวให้ยาย ต่าย ก็จะร้องเพลงไปตลอด บางวันก็ ไปยืนร้องเพลงที่หลังบ้าน ซึ่งหลังบ้าน จะเป็นคันนาที่เป็นเนินสูงๆ ซึ่งทางอีสานเรียกว่า "โพน" หรือ "งอยโพน" ต่าย ก็จะยืน ร้องเพลงอยู่บนเนินนั้นเป็นประจำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันก็ว่าได้ และในช่วงที่ต่ายกำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่ายก็ได้เป็น ตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดวาดภาพสีน้ำ สีโปสเตอร์ รางวัลที่ได้ แม้จะไม่มีรางวัล เป็นเงินเป็นทองแต่มันมีความสำคัญทาง ด้านจิตใจ ความภาคภูมิใจ หลังจากนั้น ต่ายได้มีโอกาสประกวดร้องเพลงเป็นครั้งที่ 2 ของชีวิต การประกวดร้องเพลงครั้งนั้น เป็นการประกวดร้องเพลงที่ลำบากครั้งหนึ่ง เพราะการร้องในแต่ละรอบนั้นต้องนั่งรถ จากบ้านเกิดไปประกวดเป็นระยะทางกว่า ร้อยกิโลเมตรต้องเดินทางไปๆมาๆ เกือบ 2 เดือน อุปสรรคของต่ายในครั้งนั้นคือ เรื่องของทุนทรัพย์

จนในที่สุดความอดทนและความวิริยะอุตสาหะ จึงทำให้ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งในรายการ "ลูกทุ่งมุ่งสู่ดาว" ผลตอบแทนในครั้งนั้นคือ จักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมถ้วยรางวัล วันนั้น เป็นวันที่ต่ายยิ้มได้กว้างที่สุด และ ดีใจที่สุด ที่สามารถทำให้ “ยาย” ผู้เป็นที่รัก..มีรอยยิ้ม และ มีความสุข

หลังจากนั้นเพียงไม่นานการประกวดร้องเพลง ครั้งที่ 3 ในชีวิตของ ต่าย ก็เกิดขึ้น ครั้งนั้นได้ รับรางวัลเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นเคย แต่ไม่ เหมือนทุกครั้งที่เข้าประกวด เพราะ ต่าย ได้มีโอกาสพบกับครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ ซึ่งต่ายเคยได้ยินชื่อเสียงของครู และ ความ เป็นอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง ในครั้งนั้นเหมือนสวรรค์ยังไม่เปิดทางให้ ต่าย ได้มีโอกาสถ่ายทอดบทเพลงที่เกิดจาก ความอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง การเจอะเจอกันในครั้งนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับ ต่าย ได้ยินเสียงจากครูเพียงแค่ว่า "เสียงดีนะ ไปฝึกเยอะๆ"

หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลาย ต่าย ยังไม่พร้อมที่จะเรียนต่อเพราะ ขัดสน ทางด้านทุนทรัพย์ ดังนั้นจึงตัดสินใจเข้ามา ยังกรุงเทพฯ ครั้งแรกต่ายได้เข้ามาอาศัย อยู่กับแม่ช่วยแม่รับจ้างซักเสื้อผ้าให้กับ คนงานก่อสร้าง ทำได้ระยะหนึ่งรายได้ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ ทั้งแม่ และ ต่าย ต้องส่งเงินกลับบ้าน เพื่อเลี้ยงดูยายและน้องชาย

ต่อมาได้จึงได้สมัครเข้าทำงานที่เขตอุตสาหกรรมบางปู เป็นบริษัทผลิตยาส่งออก ต่าย อดทนทำงานหนัก ประมาณ 3 เดือน แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่แตกต่าง ไปจากการทำนาเลย เพราะเหนื่อยมากรายได้ก็น้อย ดีตรงที่ทำงานในห้องแอร์เท่านั้น ในระยะนั้นต่ายก็ไม่ทิ้งงานทางด้านการร้องเพลง ยังประกวดร้องเพลงอยู่เสมอจนกระทั้งได้ เข้ารอบชิงในรายการ "ชุมทางเสียงทอง" ในขณะนั้นพี่กุ้งและพี่สาว พี่ซึ่งเคยให้ ต่าย ทำเทปในช่วงที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ตามหาตัวต่ายเพื่อจะให้เข้าห้องอัดบันทึกเสียงอีกครั้ง พี่กุ้งและพี่สาวทำเอง เปิดเอง ขายเอง ในรายการวิทยุ ขื่อเสียงของ ต่าย ตอนนั้น เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเพราะพี่กุ้งและพี่สาว เปิดในรายการ

จากนั้น ต่าย จึงคิดว่าน่าจะเรียนต่อ จึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในรั้วของ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอ ที่จะส่งให้ทางบ้าน ต่ายจึงคิดที่จะขายเสื้อผ้า จึงลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายโดยตระเวน ไปขายตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ และชานเมือง แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายในช่วงฤดูฝน ช่วงนั้นบางวันขายไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ต่ายก็ไม่ย่อท้อ ทนต่อไปอีกเรื่อยๆ ใน ระยะเดียวกันนั้น พี่กุ้งและพี่สาว ก็พยายาม ที่จะนำต่ายเสนอค่ายเพลง พยายามติดต่อ "ครูสลา คุณวุฒิ" ซึ่งตอนนั้นติดต่อครู ได้ยากมากเพราะครูไม่ค่อยเปิดโทรศัพท์มือถือ จนในที่สุดก็ติดต่อได้…คุยกับครูสลาหลายครั้ง และทุกครั้ง ต่าย ก็ไปกับพี่กุ้งกับพี่สาวด้วย เพราะต้องคุยเกี่ยวกับตัว ต่าย ว่าถนัดร้องเพลง แบบไหน? ชอบเพลงแบบไหน? ตอนนั้น ต่าย ต้องขายเสื้อผ้า ต้องตากแดด ตากลมอยู่ตลอดเวลา ครูสลาก็แนะนำว่าต้องบำรุงผิว เก็บตัวให้ขาวใส ไม่ต้องตากแดดมาก หลังจากนั้นไม่นาน ครูสลา ก็นัดพี่กุ้งพี่สาวให้พา ต่าย ไปที่ บริษัท แกรมมี่โกลด์ เพื่อดูตัว ซึ่งตอนนั้นต่ายคิดว่าจะได้เข้ามาอยู่ ในบริษัท หรือไม่ ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ภูมิใจแล้ว ที่ได้ย่างก้าวเข้ามายังบริษัท

 

จากนั้น ต่าย ก็ยุ่งกับงานผ้าป่าซึ่งทางบ้าน ขอมาปีนั้นนับว่าเป็นปีที่โชคดี เพราะได้มีผ้าป่าที่บ้าน มีวงดนตรี วงหมอลำ ที่จะไปเล่นให้ชาวบ้าน แถบนั้นดู และที่สำคัญในวันงาน กลุ่มทีมงาน ของครูสลา ก็ได้ไปช่วยด้วยเช่นกัน

วันนั้นเป็นวันที่ ต่าย ไม่เคยลืมเลือน จนถึงปัจจุบันนี้ เพราะครูสลา ได้ขึ้นไปพูด กับชาวบ้านบนเวที และ บอกกับชาวบ้านทุกคนว่า จะขอลูกสาวไปอยู่แกรมมี่

ในวันนั้นเป็นวันที่ ต่าย รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต หลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในสังกัดของแกรมมี่ แล้ว ต่าย จึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกอัลบั้ม ให้นักร้องคนใดคนหนึ่ง ต่าย ต้องฝึกร้องเพลง เป็นระยะเวลานานมาก โดยฝึกกับอาจารย์ "ไพรัตน์ ชูรัตน์" จากที่เคยร้องเพลงไม่ชัด ร้องเสียงขึ้นจมูก ร้องทิ้งคำ จนในที่สุดต่ายก็พยายามทำมันจนสำเร็จ หลังจากนั้นโลกใบใหม่ของสาวน้อย "ต่าย อรทัย" ก็เกิดขึ้นพร้อมกับอัลบั้ม "ดอกหญ้าในป่าปูน" กับงานเขียนของ ครูสลา คุณวุฒิ และ สวัสดิ์ สารคาม ที่ถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของ "ต่าย อรทัย" ลงในเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว ผนวกกับ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งส่งเพลงแจ้งเกิด "โทรหาเหน่เด้อ" ที่โดนใจเหล่าแฟนเพลงอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดจำหน่ายเกิน 1,000,000 ล้านตลับ

จนถึงวันนี้ ต่าย อรทัย ก็ได้ถักทอความฝัน ของตนได้สำเร็จแล้ว 1 ขั้น นั่นคือความฝัน ที่ต้องการจะปลูกบ้านให้ยายผู้มีอุปการะคุณ ได้อยู่อาศัยอย่างสะดวกสบาย และความฝัน ของเธอก็ไม่จบลงเพียงเท่านี้ สิ่งที่เธอต้อง การสานฝันต่อไปก็คือ การที่ได้ขับกล่อม บทเพลงอันเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบ และ ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตให้กับทุกคน จึงไม่แปลกที่ ดอกหญ้า ที่ชื่อ "ต่าย อรทัย" จะเบ่งบานอยู่ในใจของทุกคน…….อิอิ

ขอบคุณข้อมูล ต่าย อรทัย แฟนคลับ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ เสี้ยวชีวิตหนึ่ง…ของ…”ต่าย อรทัย”…อิอิ

  1. KrooEidJa พูดว่า:

    เป็นเรื่องราววที่อ่านเมื่อไหร่ก็รู้สึกดีเมื่อนั้นค่ะ อีกหนึ่งแรงบันดาลใจของสาวที่ไม่ละความพยายาม ด้วยลักษณะนิสัยก็น่าชื่นชมที่สุดเลยค่ะ ..อิอิ แฟนคลับอีกผู้หนึ่ง ขอบคุณนะค่ะที่นำเสนอให้ได้ชื่นชมค่ะ..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s